เทคนิคการเลือกซื้อเมล็ดกาแฟแบบมืออาชีพ ฉบับใหม่ล่าสุด 2021

เทคนิคการเลือกซื้อเมล็ดกาแฟแบบมืออาชีพ ฉบับใหม่ล่าสุด 2021

การที่เราจะชงกาแฟสักหนึ่งแก้วและให้รสชาติออกมาดี และ มีกลิ่นหอมที่เย้ายวนใจ ซึ่งจะประกอบไปด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง นอกจากจะมีสูตรลับในการชงที่ดีแล้ว กรรมวิธีที่ถูกต้อง ในการเลือกเมล็ดกาแฟก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก สำหรับมือใหม่อาจจะยัง งง ว่า เวลาในการเลือกซื้อเมล็ดกาแฟคั่วนั้นมีวิธีการดูอย่างไร ดูจากอะไรบ้าง วันนี้เรามีเทคนิคการเลือกซื้อเมล็ดกาแบบมืออาชีพมาฝากค่ะ มาดูกันว่าเวลามือโปรที่เค้าเลือกซื้อเมล็ดกาแฟนั้นเค้าดูจากอะไรบ้าง มาดูกันเลย

การดูระยะเวลาในตัวกาแฟที่คั่วเอาไว้ อาทิเช่น วันเดือนปีผลิต – วันเดือนปีหมดอายุ

การดูระยะเวลาในตัวกาแฟที่คั่วเอาไว้ อาทิเช่น วันเดือนปีผลิต – วันเดือนปีหมดอายุ 

เมล็ดกาแฟคั่วนั้นจะนับอายุจากวันที่คั่วแล้วเสร็จเป็นวันแรก หลังจากการคั่วแล้วก็จะมีอายุเพียงแค่ 4 – 6 สัปดาห์ และหลังจากนั้นแล้ว กาแฟก็จะเริ่มเสื่อมคุณภาพลงไปเรื่อย ๆ ซึ่งระยะเวลาหลังจากที่คั่วแล้วนั้นจะให้รสชาติรวมถึงกลิ่นดีมากที่สุดนั้นก็คือ 2 – 3 วันหลังจากการคั่ว ซึ่งควรจะเลือกถุงที่ใหม่กว่าเพื่อให้ได้รสชาติและกลิ่นที่สมบูรณ์

เลือกซื้อในปริมาณที่พอเหมาะกับการที่ต้องการบริโภค

เลือกซื้อในปริมาณที่พอเหมาะกับการที่ต้องการบริโภค

อย่างที่บอกกันเลยนะคะว่าเมล็ดกาแฟคั่วนั้นมีอายุการใช้งานในการเก็บที่สั้น ถ้าหากทิ้งเอาไว้นาน ๆ ความหอมของเมล็ดกาแฟและรสชาตินั้นก็จะน้อยลงเรื่อย ๆ เราขอแนะนำให้เลือกซื้อในปริมาณที่พอเหมาะ โดยจะเฉลี่ยระยะเวลา 1 อาทิตย์ 

เลือกเมล็ดกาแฟที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่ดี

เลือกเมล็ดกาแฟที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่ดี 

เมล็ดกาแฟคั่วห้ามถูกแสงแดด และ ความขื้น ซึ่งควรเก็บถุงบรรจุให้อยู่ในที่ ๆ ทึบแสง และที่สำคัญเมล็ดกาแฟจะทำการคายอากาศและความชื้น ซึ่งจะส่งผลให้คุณภาพนั้นลดลง และทำให้มีกลิ่นหืนได้ คุณจึงควรเลือกกาแฟที่มีการบรรจุในซองระบายอากาศ หรือ Freshness Wolves นั้นเองค่ะ 

เลือกแหล่งที่มาของกาแฟ

    • เลือกเมล็ดกาแฟคั่วที่ให้รสชาติแบบเฉพาะตัวที่เป็นพิเศษจากการผลิตของเมื่องนั้น ๆ 
    • เลือกระดับความเข้มข้นของกาแฟ
    • เลือกระดับความเข้มข้นของกาแฟได้จาก ระดับของการคั่วเมล็ดนั้น ๆ เพราะโดยปกติแล้วจะมีการแบ่งเป็น 3 ระดับ นั่นก็คือ
      • Light Roast  : เป็นกาแฟคั่วอ่อน ซึ่งจะเป็นสีน้ำตาลอ่อน มีผิวแห้ง และมีรสชาติคงความเปรี้ยวและมีกลิ่นของผลไม้ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ที่ให้ความรู้สึกถึงรสชาติผลไม้บางชนิด หรือกลิ่นดอกไม้ที่เป็นลักษณะเฉพาะของเมล็ดกาแฟนั้น ๆ ได้อย่างชัดเจน
      • Medium Roast  : กาแฟที่คั่วแบบกลาง จะมีลักษณะเป็นสีน้ำตาลจนถึงน้ำตาลเข้ม ผิวของมันยังคงแห้งอยู่ ซึ่งการคั่วกลางแบบนี้ เซลลูโลสโดนทำลายไม่หมด แต่จะลดความเป็นผลไม้ลงไป และจะเริ่มมีกลิ้นที่เข้มขึ้น จึงทำให้รู้สึกไปทางช็อคโกแลต หรือ คล้ายถั่วมากขึ้น
      • Dark Roast  : กาแฟที่คั่วแบบเข้ม ซึ่งจะมีสีที่เข้มจัดจนเกือบดำ ซึ่งจะมีน้ำมันเคลือบผิวกาแฟเป็นเงา ๆ เซลลูโลสในกาแฟโดนทำลายซึ่งทำให้สูญเสียรสชาติผลไม้ มีกลิ่นไหม้ และมีรสชาติขมแทนนั้นเอง 

ทั้งนี้แบรนด์กาแฟที่เป็นผลผลิตจากความตั้งใจของชาวเขา จะเกิดได้จากแหล่งธรรมขาติที่มีความอุดมสมบูรณ์ ที่มีการปลูกบนยอดเขาที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากกว่า 1,280 เมตร ซึ่งเป็นการไรเการรบกวนจากภายนอก แถมมีรสชาติที่ไม่เหมือนใคร มีความนุ่มนวล กลมกล่อมเป็นเอกลักษณ์มากที่สุด พร้อมทั้งมีการควบคุมกระบวนการปลูกและคัดสรรแบบพิถีพิถันเป็นอย่างดี รับรองได้เลยค่ะว่าไม่เหมือนใครแน่นอ