ทำไม “กาแฟสด” ถึงได้รับความนิยมอย่างมากของผู้คน

ทำไม “กาแฟสด” ถึงได้รับความนิยมอย่างมากของผู้คน

เพราะกาแฟสดจะต้องชงใหม่ทุก ๆ ครั้ง เพราะด้วยเมล็กาแฟ คุณภาพดีทำให้มีกลิ่นที่หอมชวนดื่มมากกว่า “กาแฟสำเร็จรูป” จึงทำให้ผู้ที่ชอบดื่มกาแฟเป็นประจำยอมที่จะเสียเงินมากขึ้นอีกจำนวนหนึ่ง แต่ได้รสชาติกาแฟที่หอม และ สดใหม่ และอินไปกับกลิ่นของ “กาแฟคั่วสด” ที่ขนาดคนที่ไม่ชอบดื่มกาแฟ ต่ถ้าได้หลงเข้ามาในร้านกาแฟสดก็คงต้องเพลิดเพลินไปกับกลิ่นจนแทบอยากจะลองชิมบ้างค่ะ และก่อนหน้านี้จะมีร้านกาแฟสดที่มีการลงทุนในราคาที่สูงมาก แต่ในปัจจุบัน 2021 นี้หลังจากมีสถานการณ์ โควิด – 19 ตั้งแต่รอบแรกเป็นต้นมา

จึงต้องทำให้การกกักตัวทำงานอยู่ที่บ้าน (WFH) work from home กันจำนวนมาก  และได้มีโอกาสหาความรู้เพิ่มเติมต่าง ๆ จนบางคนได้พลิกวิกฤตกลายเป็นโอกาสที่ได้เปิดร้านกาแฟขนาดเล็ก ๆ ข้างทางแบบธรรมดา ไม่ว่าจะเปิดที่ท้ายรถบ้าง ริมทางบ้าง เป็นกาแฟรถโฟล์คบ้างก็ตาม โดยการลงทุนเพียงแค่หลักพันเท่านั้น ก็สามารถเปิดร้านกาแฟสด slow bar ได้ทันที มีทั้งรูปแบบกาแฟดริปแบบเย็น และ ร้อน Moka pot หรือ Flair Espreeso และจะมีทั้งแบบให้ซื้อกลับไปทานที่บ้าน หรือ ซื้อแบบสายชิวล์ดื่มตรงริมน้ำ แบบแคมปิ้งประมาณนี้ พอได้อย่างกรุบกริบแล้วแต่รายได้จะมากกว่าที่คุณคิดอย่างแน่นอน

เลือกซื้อ “เมล็ดกาแฟคั่ว” อย่างไร ให้ถูกใจผู้บริโภค

เลือกซื้อ “เมล็ดกาแฟคั่ว” อย่างไร ให้ถูกใจผู้บริโภค

เทรนด์กาแฟสดกำลัง ในปัจจุบันนี้กำลังมาแรงจนทำให้ร้านกาแฟสดหลาย ๆ ร้าน ผุดขึ้นทุกหนแห่ง แต่ร้านกาแฟที่จะอยู่ได้นาน หรืออยู่ได้ทน จะเรียกลูกค้าเข้ามาใช้บริการได้อย่างสม่ำเสมอ ก็ต้องหาเทคนิควิธีการชงกาแฟได้อร่อยถูกปาก ถูกคอสายกาแฟกันส่วนใหญ่ เพราะจะถือว่าร้านกาแฟสดในปัจจุบันนี้ มีการแข่งขันที่สูงมาก แต่ในขณะเดียวกันคนที่ให้ความนิยมในการดื่มกาฟสดส่วนมากก็เพิ่มขึ้นด้วย และมักจะเห็นพนักงานออฟฟิศทั่ว ๆ ไป เข้าไปสั่งกาแฟภายในร้านกาแฟ คนละแก้ว สองแก้วก่อนเริ่มทำงานจนชินตาอย่างไม่ขาดสาย

หากใครที่เคยประสบกับปัญหาเรื่องของการเลือกซื้อ “เมล็ดกาแฟสดคั่วบด” แบบไหนให้ถูกใจลูกค้าใช่ไหมละคะ ไม่ว่าจะเป็นการหาซื้อเพิ่มทำการชงดื่มเองที่บ้านก็ตาม เพราะในช่วงนี้หลาย ๆ คนนั้นก็ต้องทำงานอยู่ที่บ้าน จะไปซื้อตามร้านต่าง ๆ ก็อาจจะไม่สะดวกสักเท่าไหร่ หรือ แม้แต่คนที่เพิ่งเปิดร้านกาแฟเล็ก ๆ ก็ตามแต่ที่เราได้ทำการเกริ่นมาตั้งแต่แรกนั้น คุณก็ต้องทำการเลือกเมล็ดกาแฟคั่วสด หรือ เมล็ดกาแฟคั่วบด ให้ถูกวิธีก่อนที่คุณสามารถนำมาเป็นเมนูของทางร้านคุณได้และที่จะนำมาเบลนด์เป็นสูตรเฉพาะตัวนั้นเอง มาเข้าเรื่องกันอย่างจริงจังกันเลยดีกว่าค่ะ ว่าการเปิดร้านกาแฟนั้นไม่ได้ยากอย่างที่ทุกคนคิด

การจะทำให้กาแฟสดของคุณให้อร่อยถูกปากลูกค้า ถูกใจลูกค้า นอกจากฝีมือผู้ชงแล้ว ตัวหลัก ๆ ที่ทำให้กาแฟสดรสชาติอร่อย พร้อมทั้งมีกลิ่นที่หอมชวนเรียกลูกค้าตลอดเวลานั้นก็คือ “เมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพ” และด้วยเหตุนี้เรื่องที่เราจะมากล่าวถึงใบทความนี้นั้นก็คือ “การเลือกซื้อเมล็ดกาแฟสด” นั้นเอง และจะมีกระบวนการแปรรูปของกาแฟแต่ละชนิดอย่างไร อ่านบทความด้านล่างนี้ต่อได้กันได้เลย

เลือกซื้อ “เมล็ดกาแฟคั่ว” อย่างไร ให้ถูกใจผู้บริโภค

process คือ กระบวนการแปรรูปกาแฟที่เริ่มต้นจากนำผลของผลไม้ “เชอร์รี่” เข้ามาสู่กระบวนการการผลิตให้ได้เมล็ดกาแฟสาร (Green bean) และก่อนที่จะนำมาคั่วให้กลายเป็นเมล็ดกาแฟสดคั่วแบบพร้อมชงนั่นเองค่ะ

เนื่องจากระหว่างขั้นตอนในการผลิตเมล็ดกาแฟนั้นมีความแตกต่างกัน จึงทำให้มีผลต่อกลิ่น และ รสชาติของกาแฟ ทั้ง ไ ที่เป็นกาแฟมาจากต้นเดียวกันก็ตามแต่ โดยกระบวนการการผลิตกาแฟที่นิยม และ รู้จักกันเป็นอย่างดีเลยได้แก่ 

เลือกซื้อ “เมล็ดกาแฟคั่ว” อย่างไร ให้ถูกใจผู้บริโภค
  • Washed Process คือ 

กระบวนการการผลิตที่จะใช้น้ำเป็นตัวหลักในทุก ๆ ขั้นตอน ซึ่งในกระบวนการการผลิตตัวนี้ จะเรียกได้ว่า wet process ซึ่งจะต้องทำวันเดียวกับที่เก็บผลกาแฟ “เชอร์รี่” มาแล้วเพื่อไม่ให้ผลของเชอร์รี่เน่าเสียหายซะก่อน วิธีการนั่นก็คือ นำผลกาแฟเชอร์รี่นั้น ไปแช่น้ำเพื่อให้เปลือกชองมันร่นเสียก่อนทิ้งไว้สักประมาณ 24 – 36 ชั่วโมง แล้วนำไปทำการสีเปลือกออก และคุณก็จะได้กาแฟที่มีเมือกติดอยู่ และหลังจากนั้นให้นำไปหมักเพื่อให้ได้จุลินทรีย์ทำงาน ซึ่งจุลลินทรีย์บางตัวอาจจะมีผลทำให้กาแฟนั้นมีรสชาติดีหลังจากที่ทำการขัดจนได้ที่ก็นำเมือกออก และล้างด้วยนำสะอาด และนำไปตากแห้งจนได้เป็นกาแฟกะลา ในระหว่างตากแห้งนั้นจะต้องค่อย ๆ ไถเกลี้ยเมล็ดไปเรื่อย ๆ เพื่อทำให้มันแก้งแบบทั่วถึง ซึ่งกว่ามันจะแห้งได้นั้นก็อาจจะต้องใช้เวลาประมาณ 7 – 8วันเลยทีเดียว เพราะเมื่อกาแฟกะลาแห้งดีแล้วละก็ ก็นำไปสีเอากะลาด้านนอกออกเพื่อให้เหลือแต่เมล็ดกาแฟด้านใน และจะได้เมล็ดกาแฟที่มีความคลีน และยังคงเอกลักษณ์ของคุณสมบัติของกาแฟได้แบบ 100% และคาแรคเตอร์ที่ได้จากการ process ในรูปแบบนี้นั่นก็คือ กาแฟมีรสละมึน ดื่มได้ง่าย และยังสามารถดื่มได้ในทุก ๆ วัน 

เลือกซื้อ “เมล็ดกาแฟคั่ว” อย่างไร ให้ถูกใจผู้บริโภค
  • Natural Process คือ 

เมล็ดกาแฟที่ผ่านการตากแดด หรือจะเรียกว่า Dry process ก็ได้ เพราะหลังจากที่เมล็ดกาแฟคั่วที่สุกเต็มที่แล้วนั้นก็สามารถนำผลของเชอร์รี่กาแฟไปตากแดดได้ทันที โดยระยะเวลาจะอยู่ในช่วงที่ 15 – 30 วันระหว่างนี้ จะต้องคอยไถเกลี่ยเมล็ดกาแฟเพื่อให้ความแห้งแบบสม่ำเสมอทั่ว ๆ กัน และป้องกันการเกิดเชื้อราด้วย รวมไปถึงในเรื่องของกลิ่นหมัก (Over Fermented) หลังจากที่ตากแดดได้ที่แล้ว ก็ให้นำไปสีเพื่อขัดเปลือกออก ก่อนที่จะนำไปผ่านกระบวนการคั่วได้ จะถือว่าเป็นกระบวนการการผลิตเมล็ดกาแฟที่เป็นแบบเก่าแก่มาก ๆ พอสมควร ซึ่งวิธีนี้จะได้รับความนิยมในโซนของ ทวีปแอฟริกา และ อเมริกาใต้ อาทิเช่น เอธิโอเปีย และ บราซิล เหตุที่บราซิลให้ความนิยม ในเรื่องของกระบวนการผลิตแบบนี้ เพราเนื่องจากกาแฟเป็นอุตสาหกรรมหลัก ๆ ของประเทศบราซิลก็ว่าได้ และบราซิลเองก็มีพื้นที่กว้างมาก เพราะฉะนั้น dry process จึงเป็นวีการที่ดีที่สุดในการควบคุมแบบง่ายมากนั้นเองค่ะ เมล็ดกาแฟราคาถูกจะนิยมใช้วิธีนี้ เพราะว่าไม่จำเป็นที่ต้องใช้ต้นทุนที่สูงและไม่มีความซับซ้อน จึงทำให้ไม่ต้องเพิ่มในเรื่องของต้นทุนอีก แต่ในขณะเดียวกันนั้น กาแฟที่มีคุณภาพสูงก็นิยมใช้ natural process เพราะต้องการคาแรคเตอร์ของกาแฟแบบที่ชัดเจนมากที่สุด และในส่วนของคาแรคเตอร์ ที่จะได้รับนั้นก็ยังคงเป็นรสชาติที่ชัดเจนเอามาก ๆ เลยทีเดียว ได้รสชาติแบบ จัดจ้าน เข้มข้น และรสชาติจะออกโทนแบบผลไม้ตากแห้ง หรือจะคล้าย ๆ กับไวน์แดง ทำให้ได้การตอบรับจากคอกาแฟเป็นอย่างมากนั้นเอง

เลือกซื้อ “เมล็ดกาแฟคั่ว” อย่างไร ให้ถูกใจผู้บริโภค
  • Honey Process  คือ 

กระบวนการผลิตกาแฟที่มีความกึ่งกลางระหว่าง dry process และ washed process ที่เรียกได้ว่าเป็น Semi wash process หรือ เป็นกรรมวิธีที่แบบกึ่งเปียก กึ่งแห้ง โดยจะเริ่มต้นจากการสีเปลือกออกก่อน แล้วนำเมล็ดกาแฟที่ยังมีเมือกติดอยู่นั้นไปทำการหมัก ระหว่างในขั้นตอนการหมักนั้นก็จะทำให้เกิดความเหนียว และ สีของเมล็ด พร้อมทั้งเมล็ดกาแฟนั้นมีความหวานคล้าย ๆ กับน้ำผึ้ง จึงทำให้ถูกเรียกว่า honey process ซึ่ง character ของ process นี้ ซึ่งจะมีความหวาน ความบอดี้ และหอมกำลังดี พร้อมทั้งยังคงมีรสชาติที่สะอาดเหมือน ๆ กับ washed process ซึ่งจะเป็นอัตลักษณ์ที่แท้จริงของกาแฟในแต่ละที่นั่นเองค่ะ 

3 processที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นยังมีกระบวนการการผลิตเพื่อให้ได้กาแฟสารอีกหลาย ๆ รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Double Anaerobic , Carbonic Macration หรือ Anaerobic ก็ตาม ซึ่งวิธีการเหล่านี้จะคล้าย ๆ กับการหมักไวน์ทั้งหมดที่มีการนำมาประยุกต์ใช้กับการแปรรูปกาแฟในปัจจุบันนั่นเอง